หน้าที่ของคำนาม
หน้าที่ของคำนามนั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
- ประธาน (Subject)
- กรรม (Object)
- ส่วนเติมเต็ม (Comprement)
- กรรมของบุพบท (Object of preposition)
หน้าที่ของคำนาม
คำนาม คือ ชื่อเรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ และสิ่งที่เป็นนามธรรม
เวลาพูดถึงคำนาม ให้เรานึกถึง ตัวเองก่อนอันดับแรกว่า ตัวเราเป็นอะไร ตัวเราเป็นคน แล้วให้สมมติ(หรือไม่สมมติก็ได้) ว่าเรามีสัตว์เลี้ยงตัวโปรดอยู่ สัตว์เลี้ยงนั้นจะเป็นอะไรก็ได้ แล้วก็มีสิ่งของ มีสถานที่ที่เราชอบ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ให้นึกถึงทั้งหมดนี้ คือคำนามในภาพรวม ตัวเรา(ซึ่งเป็นคน) เลี้ยงสัตว์ มีสิ่งของ มีสถานที่ และมีความชอบในสิ่งของหรือสถานที่นั้น(นามธรรม) ก็จะสามารถช่วยให้เราเข้าใจคำนามได้ในมุมกว้างๆ
มีดังนี้คือ
1. ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เช่น
– ประกอบชอบอ่านหนังสือ – ตำรวจจับผู้ร้าย
2. ทำหน้าที่เป็นกรรมหรือผู้ถูกกระทำ เช่น
– วารีอ่านจดหมาย – พ่อตีสุนัข
3. ทำหน้าที่ขยายนาม เพื่อทำให้นามที่ถูกขยายชัดเจนขึ้น เช่น
– สมศรีเป็นข้าราชการครู – นายสมศักดิ์ทนายความฟ้องนายปัญญาพ่อค้า
4.ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์หรือส่วนเติมเต็ม เช่น
– ศรรามเป็นทหาร – เขาเป็นตำรวจแต่น้องสาวเป็นพยาบาล
5. ใช้ตามหลังคำบุพบทเพื่อทำหน้าที่บอกสถานที่ หรือขยายกริยาให้มีเนื้อความบอกสถานที่ชัดเจนขี้น เช่น
– คุณแม่ของเด็กหญิงสายฝนเป็นครู – นักเรียนไปโรงเรียน
6. ใช้บอกเวลาโดยขยายคำกริยาหรือคำนามอื่น เช่น
– คุณพ่อจะไปเชียงใหม่วันเสาร์ – เขาชอบมาตอนกลางวัน
7. ใช้เป็นคำเรียกขานได้ เช่น
– น้ำฝน ช่วยหยิบปากกาให้ครูทีซิ – ตำรวจ ช่วยฉันด้วย
ชนิดของคำนาม (Types of Noun)
1. คำนามทั่วไป (Common Nouns) – กล่าวถึงคำนามที่เป็นคน สัตว์ สิ่งของ และสิ่งที่เป็นนามธรรมโดยไม่เฉพาะเจาะจง
คำนามทั่วไป เป็นได้ทั้งคำนามนับได้และคำนามนับไม่ได้
คำนามนับได้ คือ คำนามที่สามารถนับเป็นจำนวนนับได้ เป็นได้ทั้งคำนามเอกพจน์และคำนามพหูพจน์
กฎในการเปลี่ยนคำนามเอกพจน์ให้เป็นพหูพจน์ มีดังนี้
1. เติม –s ได้เลย
2. เติม – es หลังคำนามที่ลงท้ายด้วย s, z, x, sh, and ch
3. คำนามที่ลงท้ายด้วย y
3.1 เปลี่ยน y เป็น ies ในกรณีที่หน้า y เป็นพยัญชนะ
3.2 เติม –s ได้เลย ในกรณีที่หน้า y เป็นสระ
4. คำนามที่ลงท้ายด้วย o
4.1 เติม – es หลังคำนาม ในกรณีที่หน้า o เป็นพยัญชนะ
4.2 เติม – s ได้เลย ในกรณีที่หน้า o เป็นสระ
5. เปลี่ยน f หรือ fe เป็น ves หลังคำนามที่ลงท้ายด้วย f or fe
*หมายเหตุ คำนามที่ลงท้ายด้วย f หรือ fe บางคำที่สามารถเติม – s ได้เลย
6. เปลี่ยนรูปเมื่อเป็นพหูพจน์
Subject..(ประธาน)
ประธาน หมายถึง คำนามที่มีลักษณะเป็นผู้กระทำ หรือบ่งบอกถึงหัวประโยคนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น..
“The fish swimming.” ปลาว่ายน้ำ : เราจะเห็นได้ว่า Fish ขึ้นต้นประโยค ตามด้วยกริยา swimming เพราะฉนั้น The fish ในที่นี้เป็นประธานททำหน้าที่ “กระทำ” คือกริยา swimming ซึ่งแปลว่าว่ายน้ำ นั่นเอง
Object..(กรรม)
กรรม หมายถึง คำนามที่มีลักษณะเป็นผู้ถูกกระทำ ตัวอย่างเช่น..
“Cat eat fish” เช่นเดิมครับ “แมวกินปลา” ในประโยคนี้เราจะเห็นคำนาม 2 คำดวยกันคือ Cat กับ Fish ซึ่ง cat ตัวแรกทำหน้าที่เป็นประธานเหมือนกับ fish ในประโยคแรก ส่วน” fish” ในที่นี้ก็เป็นคำนามเช่นเดิม….แต่หน้าที่เป็น”กรรม” เปลี่ยนจากผู้กระทำมาเป็น “ผู้ถูกกระทำ” แทน คือ ถูก “Cat” หรือ แมวกระทำ “eat” คือ กิน นั่นเอง…
Comprement…(ส่วนเติมเต็ม)
ส่วนเติมเต็ม หมายถึง คำนามที่เข้ามาเติมเต็มประโยคให้มีความหมาย สมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น
“This is a fish” ในประโยคนี้จะเห็น fish อยู่สวนท้ายตามหลังกริยา is เหมือนประโยคที่สอง…อ่าวว…แล้วทำไม มันไม่เป็นกรรมล่ะ นั่นก้อเพราะว่า..กริยา is หรือ กริยา Verb to be อื่น ๆ เนี่ย มันเป็นกริยาที่ไม่ต้องการกรรม มารองรับ ครับ เพราะมันไม่ได้แสดงการกระทำแก่ใคร อะไร แต่อย่างใด จึงไม่ต้องการกรรม และกริยา Verb to be นั่นไม่มีความหมายสมบูรณ์ในตัวของมันเอง เช่น This is…นี่คือ..(อะไร) เพราะฉนั้นส่วนที่เข้ามาเติมหลัง Verb to be เนี่ย เราจะเรียกว่า ส่วนเติมเต็ม หรือ Comprement นั่นเอง ซึ่งคำนามก็คือ fish เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้นั่นเอง
Object of preposition…(กรรมของบุพบท)
กรรมของบุพบท…หมายถึง เดียว บุพบท!!!…อาร่ายหว่า…บุพบทนั่น คือ คำเชื่อมระหว่างกริยา, นาม, สรรพนาม หรือ คำอื่ใด เพื่อบอกสถานที่,เวลา, ทิศทาง และอื่นๆ
เพราะฉนั้น..กรรมของบุพบท จึงหมายถึง คำนามที่ตามหลัง preposition เพื่อตอบสนอง คำเชื่อมนั่นเอง ตัวอย่างเช่น..
“A man gives feed to fish” คลาวนี้เราจะเห็น A man ทำหน้าที่เป็นประธาน ทำกริยา gives ให้ และตามด้วยกรรม คือ feed อาหาร นอกเหนือจากนั้นมันยังมีส่วนที่เพิ่มขึ้นมาอีก คือ to เป็น Preposition และตามด้วย fish อีกทีหนึ่ง คำนามที่ตามหลัง Preposition นี้ เราเรียกว่า Object of preposition หรือว่า กรรมของบุพบทนั้นเอง
เอ่ออย่าเพิ่งเบื่อน่ะครับ…ผมเข้าใจครับว่า ทุกคนคงสงสัยว่าเราจะรู้ไปทำมัย ถึงไม่ต้องรู้ก้ออ่านประโยคนี้เข้าใจอยู่แล้ว….!!! เพราะในปรธโยคที่มีความสับซ้อนกว่านี้อาจจะมีคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำนามที่มีหน้าตาแบบอื่น หรือเป็นวลีที่ยาว ๆ เหมือนประโยค ประโยคหนี่งเลยก็ได้….เพราะฉนั้น การที่เราเข้าใจหน้าที่ของคำนามเหล่านี้ให้แม่นยำนั้น จะทำใให้เราอ่านประโยคที่สับซ้อนเหล่านั้นได้เข้าใจยิ่งขึ้น..